think

บะหมี่ส่งท้ายปี

posted on 23 Dec 2009 21:34 by doro  in think
นิทาน : บะหมี่ในวันปีใหม่ที่ซับโปโร
> วันที่ 31 ธันวาคม 2528 ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
> ที่ร้านบะหมี่ " ฮอกไก " บนถนนซัปโปโร
>
> การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น
> ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี "ร้านฮอกไก"
> นี้ก็เช่นกัน ในวันนี้คน แน่นร้านแทบทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น.
> คนก็เริ่มน้อยลง วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน
> ดังนั้นถนนสายนี้จึงปิดร้านเร็วกว่าปกติ เถ้าแก่ของร้าน "ฮอกไก"
> เป็นคนซื่อ และเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี
>
> ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า
> พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไปในขณะเถ้าแก่เนี้ยก็จะปิดร้าน
> ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบา ๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน
> คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบกับอีกคนหนึ่งประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน
> เด็กชายทั้งสองคนสวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน
> ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ทลายสก๊อตเก่า ๆ เชย ๆ
>
> เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา "เชิญนั่งครับ"
> หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า "ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมค๊ะ"
> เด็กชายสองคนที่อยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก
>
> "ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ"
> เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง
> แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า
> "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
>
> บะหมี่หนึ่งชามมีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่
> เพิ่มไปอีกครึ่งก้อน ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม
> ทั้งเถ้าแก่เนี้ยและสามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง
> สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย กินพลางพูดพลาง
> "ทานเถอะครับ" ลูกคนพี่พูด
> "แม่ทานหน่อยสิครับ" ลูกคนน้องพูดไปก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน
>
> ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยนแล้วทั้งสามคนก็ชมว่า
>
> "ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ)" พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป
>
> "ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
>
> ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ
>
> ทำงานไปวันแล้ววันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี
> วันที่ 31 ธันวาคมก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ในวันส่งท้ายปีเก่า
> ร้านบะหมี่ "ฮอกไก" ก็ยังคงขายดีและดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา
> สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย
> และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง 22.00 น.กว่า
> ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น
>
> ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ
> ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคน
> พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่า และเชย
> เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง
>
> "ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั๊ยคะ"
>
> "ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ"
>
> เถ้าแก่เนี้ยนำพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สอง
> พลางตะโกนว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
> เถ้าแก่รับคำพลาง จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง "ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
> เถ้าแก่เนี้ยแอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า "นี่ตาแก่
> ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือ"
> "ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้รู้มั๊ย"
> สามีตอบพลาง แล้วโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดพล่าน
> เดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม ภรรยาก็พูดขึ้นว่า......
>
> "เห็นเธอซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ"
>
> ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ที่กลิ่นหอมชวนกินชามนั้นแล้วให้ภรรยายกไปให้สาม
> แม่ลูก สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่ กินไปพลางคุยไปพลาง
> เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย
>
> "หอมจังเลย...ยอดไปเลย...อร่อยจริง ๆ "
> "ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮอกไกได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว"
> "ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีนะสิ"
>
> กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน แล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮอกไกไป
>
> "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)" มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป
>
> สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกไปได้ระยะหนึ่ง
>
>
> ในวันสิ้นปีของสามปีมานี้ กิจการของร้านฮอกไกดีมาก
> สองตายายต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน แต่พอเลย 21.00น.ไปแล้ว
> สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา พอถึง 22.00น.
> พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป
>
> พอคนกลับไปหมดแล้วเจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้านที่เขียนไว้ว่า
> "บะหมี่ชามละสองร้อยเยน" ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมดพลิกกลับหลัง
> แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า "บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน"
> และเถ้าแก่เนี้ยก็เอาป้าย "จองแล้ว" ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง
> เหมือนกับว่าจะมีเจตนารอแขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วถึงจะมาอย่างนั้นแหละ
>
> 22.30 น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฎตัวขึ้น
> พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง
> น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ทที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อนดูหลวมและไม่พอดีตัว
> เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก
> ส่วนผู้เป็นแม่ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ทลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชยแถมสีซีดตัวเดิม
>
> "เชิญค่ะ เชิญค่ะ"
> เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ
> มองใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย
> ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่างงกงกเงิ่นเงิ่นว่า
>
> "รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมค่ะ"
> "ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ"
>
> เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง แล้วรีบเอาป้าย "จองแล้ว"
> ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า
> "บะหมี่น้ำสองชาม"
> "ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ"
> เถ้าแก่พลางตอบ พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำสามก้อน สามแม่ลูกกินไปพูดไป
> ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก
>
> สองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาได้รับกัน
> ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย
>
> "ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก"
> "ขอบคุณ ?"
> "ทำไมครับ"
> "เรื่องเป็นอย่างนี้
> .......คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ
> และทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น
> ในช่วงหลายปีมานี่ทำให้เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่นเยนทุกเดือน"
>
> "เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ" ผู้เป็นพี่ตอบ
>
> ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบ ๆ อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร
>
> "แต่เดิมนั้นเเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม
> แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว"
> "จริง ๆ หรือครับ แม่"
>
> "จริงสิจ๊ะ นี่เป็นเพราะว่าพี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์
> ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร
> ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่
> ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่นๆ อีก
> จึงทำให้วันนี้สามารถชำระในส่วนที่เหลือได้หมด"
>
> "ว้าว แม่ครับพี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ
> แต่ว่าต่อไปขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ"
>
> "ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ไอ้น้องชาย
> เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันสู้หน่อยแล้วนะ"
>
> "ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริง ๆ "
>
> "แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ
> คือในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือพฤศจิกายนโรงเรียนของน้อง
> ได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียนในวันพบผู้ปกครอง
> คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า
> เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด
> เพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อนๆ
> ของน้องนะครับผมถึงทราบ ดังนั้นในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่
> ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง"
>
> "จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ"
>
> "หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ ความปรารถนาของข้าพเจ้า
> น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ
> แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย"
>
> "เรียงความเขียนว่า...หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว
> ได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย เพื่อที่จะชำระหนี้
> คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่นหาม รุ่งหามค่ำทุกวัน
> แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์ น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย...."
>
> "ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม
> พวกเราสามคนแม่ลูกได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ
> อร่อยมาก...สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว
> คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก
> แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้พวกเราอีก
> เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่าให้กำลังใจให้เข้มแข็งที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป
> พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหลายของคุณพ่อให้หมดให้เร็วที่สุด..."
>
>
> "ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่
> แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย
> แล้วยังจะให้กำลังใจแก่ลูกค้าทุกคน....ขอให้มีความสุขครับ...ขอบคุณครับ..."
>
> สองตายายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่จู่ ๆ ก็หายตัวไป
> พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะ
> ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง
> พยายามซับน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ
>
> "พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่า .......
> "วันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่
> ดังนั้นขอเชิญพี่ชายขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ "
>
> "จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรหล่ะ"
>
> "ก็มันกระทันหันเกินไป ตอนแรก ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
> ผมจึงพูดว่า...ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี
> น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงหาอาหารทุกวัน
> ดังนั้นในเวลาที่เพื่อน ๆ ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็นก็มักจะ
> อยู่ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ได้เพราะต้องรีบกลับบ้าน
> เมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร"
>
> "เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม
> ผมรู้สึกอายมาก แต่พอได้เห็นน้องยืดอกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่
> น้ำหนึ่งชามด้วยเสียงอันดังนั้นจนจบ ถึงได้รู้สึกว่าความรู้สึกอายเมื่อ
> สักครู่นี้ถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริงๆ "
>
> "หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามนั้นเพื่อกิน
> กันสามคนนั้นผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด ผมและน้องจะต้องขยัน
> และดูแลแม่เป็นอย่างดี และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ"
>
> สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่ กินบะหมี่หมดอย่างมีความสุขกว่าทุก ๆ ปี
> จ่ายเงินไปสามร้อยเยน กล่าวขอบคุณค้อมตัวลงเคารพและเดินออกจากร้านไป
> เจ้าของร้านมองตามหลังสามแม่ลูกไป
> เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริง ๆ พร้อมกับกล่าวว่า
>
> "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
>
> .......... และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง
>
>
> พอถึงเวลา21.00น.ทางร้านฮอกไกก็วางป้าย"โต๊ะจอง"ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอย
> การมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย
> แต่ในปีนั้นสามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย
>
> ปีที่สอง ปีที่สาม
> โต๊ะเบอร์สองก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม
>
> สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮอกไกอีกเลย
> กิจการของร้านฮอกไกดีมาก ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่ โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่
>
> จะมีก็แต่โต๊ะเบอร์สองที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม
>
> "นี่มันเรื่องอะไรกัน"
> ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา
>
> เถ้าแก่เนี้ยก็เลยเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้แก่ลูกค้าฟัง
> โต๊ะเก่าตัวนั้นวางอยู่กลางร้านเหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง
> และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก
> พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขา
> โต๊ะเบอร์สองตัวนั้นเปลี่ยนเป็นชื่อว่า "โต๊ะแห่งความสุข"
>
> ลูกค้าต่างก็พูดต่อๆ กันไป
>
> มีนักเรียนหลายคนอยากเห็นโต๊ะตัวนี้ถึงขนาดที่ว่านั่งรถมาจากที่ไกลแสนไกลมากิน
> บะหมี่ และเจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้
>
>
> ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลาย ๆ ปี
>
> พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว
> เจ้าของร้านค้าในระแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก
> ก็มักจะมารวมตัวฉลองโดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก กินไปพลาง
> ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง
> แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว
>
>
> ในวันนี้พอเลย 21.30น.ไปแล้ว
> เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย
> ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อยๆ เป็นระยะ บ้างก็เอาเหล้ามา
> บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน
> ต่างก็คึกคักกันมาก
>
> ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง
> ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า วันนี้ "โต๊ะจอง"
> ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง
> มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม
>
> พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้าๆ ออก ๆ
> พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม ต่างก็กินกันไปคุยกันไป พูดเรื่องการค้าบ้าง
> คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลง
> ในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่ ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุกๆ เรื่อง
> จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
>
>
>
> เวลาผ่านไปจนถึง 22.30น.
> ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ
> ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน
>
> ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน
>
> พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง
> และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคัก ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดว่า
> "ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ"
> เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น
> ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโนเดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสองคน
> ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า
>
> "เอ้อ...รบกวน...รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ"
>
> ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
> เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว
> ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำกับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า
> เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน
> เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่ ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก
>
> "พวกคุณ .. พวกคุณ"
> เขาพูดได้เพียงแค่นั้น คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ
>
> ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับ
> เถ้าแก่เนี้ยว่า
>
> "พวกเราสามคนแม่ลูกที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มา
> สั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ
> และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น
> พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้"
>
> "หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ
> ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว
> ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต
> ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว"
>
> "วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว
> แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ
> และน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น
> ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต ได้เสนอความคิดที่เลิศเลออย่างหนึ่งก็คือ
> ......ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า
> พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ฮอกไกที่ซัปโปโร
> และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย"
>
> สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า
>
> เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู
> พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอแล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า
>
> "อ้าว...เถ้าแก่.... เป็นอะไรไปหล่ะ
> อุตสาห์เตรียมการมาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้ "โต๊ะจอง"
> ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไง
> รีบๆ ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า"
>
> ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า
>
> "ยินดีต้อนรับค่ะ...เชิญนั่งข้างในค่ะ...นี่ตาเฒ่า...บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง"
>
> เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า
>
> "ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม"
>
> หากดูกันตามจริงแล้ว
> สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย
> มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน
> คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ รวมทั้งคำอวยพรว่า
> "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"ก็เท่านั้นเอง
>
> แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์
> คับขับได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
>
>
> นิทานเรื่องนี้บอกว่า --- อย่าพยายามมองข้ามตัวเอง
> ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้
> บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียงความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
> ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้
>
> เราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตาที่เราอัดเก็บ
> ไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้นมอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจ
> จุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก
>
> ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น
> .....แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว
> มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริงๆ
>
> เรื่องนี้ตอนที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น
> ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกประทับใจมานับไม่ถ้วนแล้ว ดังนั้นจึงมีคนพูดกันว่า
>
> "ใครที่อ่านนิทานเรื่องแล้ว ไม่มีใครเลยที่จะไม่หลั่งน้ำตาให้"
>
> ถึงแม้คำพูดนี้ออกจะเกินจริงไปบ้าง
> แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ได้อ่านนิทานเรื่องนี้แล้ว รู้สึกประทับใจจริงๆ
> จนน้ำตาร่วง และน้ำตาที่ร่วงรินเหล่านั้น มันไม่ใช่น้ำตาจากความรันทดใจ
> แต่เป็นน้ำตาที่หลั่งให้แก่ความประทับใจต่อความห่วงใยอย่างจริงใจ
> และน้ำใจไมตรีอันกว้างขวางที่มอบให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

THANK!! THANK!! THANK!!

posted on 09 Dec 2009 20:28 by doro  in think

เมื่อวาน (8 ธ.ค.52) ในชม.แนะแนว อาจารย์ก็ได้ให้ทุกคน

เขียนขอบคุณคนสิ่งมีบุญคุณต่อเรา ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ

หรือแม้กระทั่งสถานที่ หรือที่เรียกว่ากตัญญูนั่นแล..

 

การขอบคุณสิ่งต่างๆเหล่านี้มันทำให้เรารู้สึกว่า

ชีวิตนี้มีคุณค่าแค่ไหนแล้ว หากหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

ลองนึกถึงสิ่งต่างๆที่ทำให้เรามีวันนี้ดูสิ เรา

 

เพื่อนๆต่างก็เขียนคำขอบคุณ

....ขอบคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามา

....ขอบคุณร.ร.สาธิตจุฬาฯที่เป็นแหล่งศึกษาเราเชิดชู

...ขอบคุณเพื่อนๆ ม.5/1 ที่ทำให้ไม่เหงา

...ขอบคุณสนามหญ้าเทียมที่ให้นอนแผ่หรา

 

ส่วนข้าพเจ้าได้เขียนแจกแจงเอาไว้ค่อนข้างมากทีเดียว

 

...ขอบคุณน้องชายสุดซื่อบื้อที่ทำให้รู้ว่ายังมีผู้ชายที่รักเราอยู่เคียงข้างเสมอ

 

...ขอบคุณเพื่อนๆ 5/1 ที่ทำให้รู้ว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

 

...ขอบคุณเพื่อนๆ วงโย CUD46 ที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น

 

...ขอบคุณอาจารย์วิภา (อาจารย์ประจำชั้นค่ะ) ที่อาจารย์ช่างอ่อนโยนต่อหนูนัก

 

...ขอบคุณพ่อแม่สุดที่รักที่ทำให้เรารู้ว่ายังมีคนเป็นห่วงเราอยู่

 

...ขอบคุณคนเลขที่ 5 ที่เป็นห่วงเราในวันที่เราไม่สบาย และรักเราแม้ว่าจะไม่ได้ยืนอยู่เคียงข้างกันก็ตาม

 

....ขอบคุณน้องๆ วงโยที่ทำให้เข้าใจคุณค่าของชีวิตว่ามีความหมายเพียงใด

 

....ขอบคุณความเจ็บปวดทีทำให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น

 

และแล้วคำขอบคุณของคนเลขที่ 5 ก็ได้ถูกป่าวประกาศเช่นเดียวกัน

 

....ขอบคุณมือถือที่ทำให้ติดต่อสื่อสารได้สะดวกขึ้น

 

....ขอบคุณคนเลขที่ 11 (ข้าพเจ้านี่แหละ) ที่มีความรักให้โดยไม่มีเงื่อนไข

 

และไม่หวังผลตอบแทน

 

หลังจากนั้นคนเลขที่ 11 ก็ส่ง ทิวลี่ ไปให้ คนเลขที่ 5 กิน

รู้มั้ยเค้ายังชมเลย (ดีใจหล่ะสิ)

 

"ทิวลี่อร่อยมากกู๊ด!!"

 

แล้วเค้าก็ขอไปอีกพร้อมกับแจกเพื่อนๆ จนหมดกล่อง

ทั้งกล่องมี 24 ชิ้น หมด ภายในครึ่งวัน!!

เป็นรางวัลรองชนะเลิศจากการแข่งขันสะกดคำ

"เขียนคำถูกต้องประลองปัญญา"

 

ฉะนั้นเรามาขอบคุณกันเถอะ!!

 

edit @ 9 Dec 2009 21:00:41 by ĠǾǿĐŷ▬§Ħŀŋą€

ใครว่าควายโง่บ้าง

posted on 17 Oct 2009 16:57 by doro  in think

พอดีเราไปได้ยินเรื่องราวของควายตัวนึงมา

ถ้าคุณยังคิดว่าควายนั้นแสนโง่เง่าหาอะไรเปรียบได้ลองอ่านนี่ดู

มีสามีภรรยาคู่หนึ่งยึดอาชีพชาวนาเป็นสรณะ

วันหนึ่งทั้งคู่ต้องทะเลาะกันเพราะไม่มีใครไปปิดไฟโรงนา

เมื่อเสร็จงานแล้ว

ต่างฝ่ายโทษกันไปโทษกันมาจนสามีทนไม่ไหว

ขอไปพิสูจน์กับตาเลย คืนนี้เขาจะนอนในโรงนาจะได้รู้ๆกันเลย

ว่าบังอาจเปิดไฟแล้วไม่ปิด

 

ปรากฏว่า

.........................................................

............................................

................................

.......................

.............

....

..

.

 

 

..

 

 

 

 

.

 

 

 

 

เขาเลี้ยงควายเอาไว้ตัวนึง ทุกๆคืนควายตัวนี้จะมากินหญ้าในโรงนา

แล้วจะเปิดไฟเอาไว้จะได้มองเห็น เมื่อกินอิ่มแล้วมันจะเดินออกไป

พร้อมกับปิดไฟในโรงนา แต่ถ้าหญ้าหมดมันจะเปิดไฟทิ้งไว้

เพื่อให้ชาวนามาเติมหญ้าให้มันกิน

ทีนี้สามีภรรยาก็อึ้งไปเลยค่ะ....

 

โอ้โหหหหหหหหห

ถ้าคุณคิดว่าควายยังโง่อยู่อีก คิดใหม่นะคะ