ชัยชนะของพันธมิตร
posted on 13 Dec 2008 16:25 by doro
ชัยชนะบนกองเลือด
โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่
การถูกยุบพรรคของพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยโดยคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อบ่ายวันที่ 2 ธันวาคม ส่งผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นสภาพตามไปด้วยนั้น ทางพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจจะดีใจ เพราะถือว่าการต่อสู้ของพันธมิตรประสบชัยชนะ เป็นไปตามแผนเผด็จศึก ในสงครามสุดท้ายของสุดท้าย
ถ้าพูดว่าเป็นชัยชนะบนความพ่ายแพ้ เพราะแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของมวลชน พันธมิตรจะยอมรับได้ไหม?
การตัดสินใจนำมวลชนบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลและสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ทางพันธมิตรตั้งใจจะเผด็จศึกรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ไม่ว่าจะเป็นการกดดันให้นายสมัครยอมลาออกเพราะไม่มีทำเนียบเป็นสถานที่ทำงาน หรือทหารทำรัฐประหาร แต่นายสมัครก็ไม่ลาออก ทหารก็ไม่ทำรัฐประหาร
มิหนำซ้ำนายสมัครยังใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินประกาศให้กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน เนื่องจากม็อบเสื้อแดงยกกำลังจากสนามหลวงมาปะทะกับการ์ดพันธมิตรบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ มีคนตาย 1 ศพ และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ในวันเดียวกันนั้นตำรวจก็ยิงแก๊สน้ำตาเข้าสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรที่หน้า บชน.
สุดท้ายการพ้นจากตำแหน่งนายกฯของนายสมัครก็หาใช่การลาออกเพราะทนแรงกดดันไม่ไหวไม่ หากแต่เป็นเพราะคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในกรณีไปจัดรายการ "ชิมไปบ่นไป" กระนั้นพันธมิตรก็ถือว่าเป็นชัยชนะ
ครั้นพรรคพลังประชาชนเสนอชื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ และ 5 พรรคร่วมรัฐบาลเดิมให้การสนับสนุน พันธมิตรก็ถือโอกาสขับไล่ต่อ อ้างว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
โจมตีตลอดทั้งวันทั้งคืน มีการถ่ายทอดสดผ่านเอเอสทีวี นำมวลชนไปดาวกระจายหลายที่ เอารองเท้าขวางเข้าใส่ ขณะแนวร่วมพันธมิตรเข้ารุมล้อมจะทำร้าย แต่นายสมชายก็ทนได้ ไม่ลาออก การยกขบวนไปปิดล้อมรัฐสภา หมายจะไม่ให้รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา หวังว่าเมื่อพ้นกำหนด การแถลงนโยบายแล้วรัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบาย รัฐบาลนายสมชายก็จะประสบปัญหาในการบริหารประเทศ
เหตุการณ์ปิดล้อมรัฐสภา 7 ตุลาคม นอกจากไม่ประสบผลแล้ว ยังเกิดจลาจลเลือดจากปฏิบัติการสลายผู้ชุมนุมของตำรวจตระเวนชายแดน ตาย 2 ศพ บาดเจ็บสาหัส บาดเจ็บธรรมดา สูญเสียอวัยวะอีกราว 470 คน
แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นรัฐบาลฆาตกรมือเปื้อนเลือด แต่นายสมชายก็ยังอยู่เป็นนายกฯต่อไปได้
เมื่อนายสมชายเดินทางไปประชุมเอเปคที่ประเทศเปรู กำหนดเดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เย็นวันที่ 26 พฤศจิกายน แกนนำพันธมิตรคิดว่าการประท้วงขับไล่อย่างเข้มข้น "ม้วนเดียวจบ" ใช้เวลา 4-5 วัน คงจะได้ชัยชนะ โดยพันธมิตรใช้ยุทธวิธีนำมวลชนยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน หวังจะไม่ให้นายสมชายได้ออกจากสนามบินกลับบ้าน หรือแม้จะกลับบ้านได้แต่ก็ต้องลาออกเพราะไม่มีที่ทำงานเนื่องจากสนามบินดอนเมืองที่ใช้ทำงานชั่วคราวถูกยึดไปแล้ว ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ เป็นนายกฯยังไงปล่อยให้พันธมิตรยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ
แต่นายสมชายก็ยังอยู่ได้ แถมยังปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พ้น ผบ.ตร.เพราะไม่สนองนโยบายการควบคุมและสลายผู้ชุมนุมพันธมิตร ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.หนาวๆ ร้อนๆ กลัวว่าจะเป็นลิงที่ถูกเชือดรายต่อไปหลังจากไก่คอขาดไปแล้วต่อหน้าต่อตา
ในด้านของพันธมิตรที่ใช้การยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองเป็นเครื่องต่อรองกลับกลายเป็นฝ่ายไม่ชอบธรรม เพราะโดนคนไทยและชาวต่างประเทศก่นดาประณาม เพราะการยึดสนามบินเป็นการกระทำเยี่ยงการก่อการร้าย สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ขณะเดียวกันการยิงระเบิดเอ็ม 79 จากฝ่ายตรงข้าม เข้าใส่ผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลก็รุนแรงมากขึ้น มีคนเจ็บและคนตายจำนวนมาก นอกจากที่สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิก็มีระเบิดลง มีคนเจ็บและตายไม่เว้นแต่ละวัน
ในที่สุดพันธมิตรก็จำต้องถอนผู้ชุมออกจากทำเนียบรัฐบาล แต่ยังยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิต่อไป
การยึดสนามบินทั้งสองแห่งนานเกือบ 2 สัปดาห์ ในทรรศนะของแกนนำพันธมิตร และผู้ชุมนุมเห็นว่าเป็นวีรกรรมอันอาจหาญ น่าตื่นเต้นระทึกใจ แม้จะเสี่ยงภัยอันตรายจากการถูกทำร้าย เข่มฆ่า แต่ทุกคนก็พร้อมจะสู้อย่างชนิดไม่กลัวตาย แต่สิ่งที่แกนนำพันธมิตรถูกเยาะเย้ยเสียดสีจากฝ่ายตรงข้ามก็คือ ถ้าแน่จริงแล้วคืนทำเนียบให้รัฐบาลทำไม อีกอย่างหนึ่ง ถ้าคิดว่าการยึดทำเนียบทำเพื่อประโยชน์ของชาติ ไฉนแกนนำพันธมิตรคนหนึ่งจึงมีหนังสือถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีขอให้ถอนแจ้งความและไม่ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากรณีที่ข้าวของทรัพย์สินและสภาพภายในทำเนียบที่สูญเสียหายและสูญเสียไป ตามข่าวมีการประมาณการว่าราว 200 ล้านบาท
รวมไปถึงการเข้ายึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิที่แกนนำพันธมิตรตอบโต้ว่า คนผิดคือรัฐบาลนายสมชาย แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครแจ้งความดำเนินคดีให้รัฐบาลนายสมชายชดใช้ค่าเสียหาย มีแต่นายเสรีรัตน์ ประศุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยื่นฟ้องแพ่งให้แกนนำพันธมิตร 13 คน ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท
พันธมิตรคงเสียดายที่นายสมชายพ้นจากตำแหน่งนายกฯมิใช่ลาออกเพราะทนการถูกกดดันจากพวกตนไม่ไหว แต่พ้นเพราะคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากปัญหาซื้อเสียงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เหมือนกรณีนายสมัคร
กว่าครึ่งปี นับแต่ 25 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมาที่พันธมิตรชุมนุมยืดเยื้อบนถนนราชดำเนินนอก บริเวณสะพานมัฆวานฯแล้วย้ายมาหน้าทำเนียบ ย้อนกลับไปที่เดิม ก่อนจะบุกเข้าไปในทำเนียบและเข้ายึดสนามบิน เป้าหมายเรื่องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือว่าประสบผล แต่การขับไล่รัฐบาลนายสมัครและนายสมชายไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลงานของพันธมิตร ส่วนการเมืองใหม่ เห็นทีจะต้องไขว่คว้าอีกนาน
บนชัยชนะของพันธมิตรนั้นได้ทิ้งซากปรักหักพังไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะการเสียชีวิตและบาดเจ็บของมวลชน และการสร้างศัตรูไว้ทั่วบ้านทั่วเมือง
โดย บุญเลิศ ช้างใหญ่
การถูกยุบพรรคของพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยโดยคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อบ่ายวันที่ 2 ธันวาคม ส่งผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีต้องพ้นสภาพตามไปด้วยนั้น ทางพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจจะดีใจ เพราะถือว่าการต่อสู้ของพันธมิตรประสบชัยชนะ เป็นไปตามแผนเผด็จศึก ในสงครามสุดท้ายของสุดท้าย
ถ้าพูดว่าเป็นชัยชนะบนความพ่ายแพ้ เพราะแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของมวลชน พันธมิตรจะยอมรับได้ไหม?
การตัดสินใจนำมวลชนบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลและสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ทางพันธมิตรตั้งใจจะเผด็จศึกรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ไม่ว่าจะเป็นการกดดันให้นายสมัครยอมลาออกเพราะไม่มีทำเนียบเป็นสถานที่ทำงาน หรือทหารทำรัฐประหาร แต่นายสมัครก็ไม่ลาออก ทหารก็ไม่ทำรัฐประหาร
มิหนำซ้ำนายสมัครยังใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินประกาศให้กรุงเทพฯเป็นพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน เนื่องจากม็อบเสื้อแดงยกกำลังจากสนามหลวงมาปะทะกับการ์ดพันธมิตรบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ มีคนตาย 1 ศพ และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ในวันเดียวกันนั้นตำรวจก็ยิงแก๊สน้ำตาเข้าสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรที่หน้า บชน.
สุดท้ายการพ้นจากตำแหน่งนายกฯของนายสมัครก็หาใช่การลาออกเพราะทนแรงกดดันไม่ไหวไม่ หากแต่เป็นเพราะคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในกรณีไปจัดรายการ "ชิมไปบ่นไป" กระนั้นพันธมิตรก็ถือว่าเป็นชัยชนะ
ครั้นพรรคพลังประชาชนเสนอชื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ และ 5 พรรคร่วมรัฐบาลเดิมให้การสนับสนุน พันธมิตรก็ถือโอกาสขับไล่ต่อ อ้างว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
โจมตีตลอดทั้งวันทั้งคืน มีการถ่ายทอดสดผ่านเอเอสทีวี นำมวลชนไปดาวกระจายหลายที่ เอารองเท้าขวางเข้าใส่ ขณะแนวร่วมพันธมิตรเข้ารุมล้อมจะทำร้าย แต่นายสมชายก็ทนได้ ไม่ลาออก การยกขบวนไปปิดล้อมรัฐสภา หมายจะไม่ให้รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา หวังว่าเมื่อพ้นกำหนด การแถลงนโยบายแล้วรัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบาย รัฐบาลนายสมชายก็จะประสบปัญหาในการบริหารประเทศ
เหตุการณ์ปิดล้อมรัฐสภา 7 ตุลาคม นอกจากไม่ประสบผลแล้ว ยังเกิดจลาจลเลือดจากปฏิบัติการสลายผู้ชุมนุมของตำรวจตระเวนชายแดน ตาย 2 ศพ บาดเจ็บสาหัส บาดเจ็บธรรมดา สูญเสียอวัยวะอีกราว 470 คน
แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นรัฐบาลฆาตกรมือเปื้อนเลือด แต่นายสมชายก็ยังอยู่เป็นนายกฯต่อไปได้
เมื่อนายสมชายเดินทางไปประชุมเอเปคที่ประเทศเปรู กำหนดเดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เย็นวันที่ 26 พฤศจิกายน แกนนำพันธมิตรคิดว่าการประท้วงขับไล่อย่างเข้มข้น "ม้วนเดียวจบ" ใช้เวลา 4-5 วัน คงจะได้ชัยชนะ โดยพันธมิตรใช้ยุทธวิธีนำมวลชนยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน หวังจะไม่ให้นายสมชายได้ออกจากสนามบินกลับบ้าน หรือแม้จะกลับบ้านได้แต่ก็ต้องลาออกเพราะไม่มีที่ทำงานเนื่องจากสนามบินดอนเมืองที่ใช้ทำงานชั่วคราวถูกยึดไปแล้ว ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ เป็นนายกฯยังไงปล่อยให้พันธมิตรยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ
แต่นายสมชายก็ยังอยู่ได้ แถมยังปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พ้น ผบ.ตร.เพราะไม่สนองนโยบายการควบคุมและสลายผู้ชุมนุมพันธมิตร ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.หนาวๆ ร้อนๆ กลัวว่าจะเป็นลิงที่ถูกเชือดรายต่อไปหลังจากไก่คอขาดไปแล้วต่อหน้าต่อตา
ในด้านของพันธมิตรที่ใช้การยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองเป็นเครื่องต่อรองกลับกลายเป็นฝ่ายไม่ชอบธรรม เพราะโดนคนไทยและชาวต่างประเทศก่นดาประณาม เพราะการยึดสนามบินเป็นการกระทำเยี่ยงการก่อการร้าย สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ขณะเดียวกันการยิงระเบิดเอ็ม 79 จากฝ่ายตรงข้าม เข้าใส่ผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลก็รุนแรงมากขึ้น มีคนเจ็บและคนตายจำนวนมาก นอกจากที่สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิก็มีระเบิดลง มีคนเจ็บและตายไม่เว้นแต่ละวัน
ในที่สุดพันธมิตรก็จำต้องถอนผู้ชุมออกจากทำเนียบรัฐบาล แต่ยังยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิต่อไป
การยึดสนามบินทั้งสองแห่งนานเกือบ 2 สัปดาห์ ในทรรศนะของแกนนำพันธมิตร และผู้ชุมนุมเห็นว่าเป็นวีรกรรมอันอาจหาญ น่าตื่นเต้นระทึกใจ แม้จะเสี่ยงภัยอันตรายจากการถูกทำร้าย เข่มฆ่า แต่ทุกคนก็พร้อมจะสู้อย่างชนิดไม่กลัวตาย แต่สิ่งที่แกนนำพันธมิตรถูกเยาะเย้ยเสียดสีจากฝ่ายตรงข้ามก็คือ ถ้าแน่จริงแล้วคืนทำเนียบให้รัฐบาลทำไม อีกอย่างหนึ่ง ถ้าคิดว่าการยึดทำเนียบทำเพื่อประโยชน์ของชาติ ไฉนแกนนำพันธมิตรคนหนึ่งจึงมีหนังสือถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีขอให้ถอนแจ้งความและไม่ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากรณีที่ข้าวของทรัพย์สินและสภาพภายในทำเนียบที่สูญเสียหายและสูญเสียไป ตามข่าวมีการประมาณการว่าราว 200 ล้านบาท
รวมไปถึงการเข้ายึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิที่แกนนำพันธมิตรตอบโต้ว่า คนผิดคือรัฐบาลนายสมชาย แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครแจ้งความดำเนินคดีให้รัฐบาลนายสมชายชดใช้ค่าเสียหาย มีแต่นายเสรีรัตน์ ประศุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยื่นฟ้องแพ่งให้แกนนำพันธมิตร 13 คน ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท
พันธมิตรคงเสียดายที่นายสมชายพ้นจากตำแหน่งนายกฯมิใช่ลาออกเพราะทนการถูกกดดันจากพวกตนไม่ไหว แต่พ้นเพราะคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากปัญหาซื้อเสียงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เหมือนกรณีนายสมัคร
กว่าครึ่งปี นับแต่ 25 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมาที่พันธมิตรชุมนุมยืดเยื้อบนถนนราชดำเนินนอก บริเวณสะพานมัฆวานฯแล้วย้ายมาหน้าทำเนียบ ย้อนกลับไปที่เดิม ก่อนจะบุกเข้าไปในทำเนียบและเข้ายึดสนามบิน เป้าหมายเรื่องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือว่าประสบผล แต่การขับไล่รัฐบาลนายสมัครและนายสมชายไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลงานของพันธมิตร ส่วนการเมืองใหม่ เห็นทีจะต้องไขว่คว้าอีกนาน
บนชัยชนะของพันธมิตรนั้นได้ทิ้งซากปรักหักพังไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะการเสียชีวิตและบาดเจ็บของมวลชน และการสร้างศัตรูไว้ทั่วบ้านทั่วเมือง
edit @ 13 Dec 2008 16:47:43 by ĠǾǿĐŷ▬§Ħŀŋą€
Tags: การเมือง, พันธมิตร, รัฐบาล, รัฐสภา, สมชาย, สมัคร, สุวรรณภูมิ, เสรรีรัตน์9 Comments


#1 By nonene noname on 2008-12-13 16:31